|
แนวคิด.......
การจัดการศึกษานอกโรงเรียน ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2544 ได้มีการ พัฒนาหลักเกณฑ์
และวิธีการจัดการศึกษามาจากพื้นฐานทางด้านปรัชญาการศึกษา จิตวิทยา
ความเชื่อ และการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ทฤษฎีหลักสูตร
และแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษานอกโรงเรียน ตลอดจนการ
พัฒนากระบวนการเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมสอดคล้องกับธรรมชาติ
และความต้องการของ กลุ่มเป้าหมายผู้ใหญ่ที่พ้นเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ
โดยมีแนวคิดที่สำคัญดังนี้ 1. ผู้ใหญ่เป็นผู้ที่มีความรู้
มีประสบการณ์ มีคุณลักษณะและเป้าหมายในการเรียนรู้ที่แตกต่าง ไปจากเด็ก
เช่น
ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบอาชีพแล้วต้องการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงอาชีพที่ทำอยู่
บางคนเป็นผู้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
แต่ยังมีพื้นฐานการศึกษาค่อนข้างต่ำ ต้องการได้รับการศึกษาต่อ
หรือการพัฒนาคุณภาพชีวิต
บางคนเป็นผู้นำของชุมชนต้องการเรียนรู้เพื่อการเสริมสร้าง
และพัฒนาศักยภาพ ของตนเองในการปฏิบัติหน้าที่
บางคนเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น บางคนต้องการได้รับการยอมรับจากสังคม
นอกจากนี้ผู้ใหญ่บางคนอาจมีปัญหาและข้อจำกัดในการเรียนรู้ เช่น
ไม่มีเวลาเรียน ขาดความมั่นใจ เรียนรู้บางเรื่องได้ช้า
ดังนั้นการจัดหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่จะต้องคำนึงถึงคุณลักษณะเหล่านี้ 2.
การพัฒนาหลักสูตรและวิธีการจัดสาระกระบวนการเรียนการสอนจะต้องสอดคล้องกับทฤษฎี
หลักสูตรตามแนวทางการจัดการศึกษาผู้ใหญ่
ตลอดจนธรรมชาติการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวข้างต้น
โดยใช้หลักการและศาสตร์การเรียนรู้ของผู้ใหญ่
รวมทั้งผู้สอนก็จะต้องมีความรู้ในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้
ที่เหมาะสมกับผู้ใหญ่ 3.
การกำหนดสาระและประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่
ต้องคำนึงถึงหลักจิตวิทยาผู้ใหญ่
และปรัชญาการศึกษาผู้ใหญ่ที่มุ่งเน้นการส่งเสริม การวิเคราะห์สภาพสังคม
และการแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการ คิดเป็น
เป็นหลักในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
เพื่อนำไปสร้างองค์ความรู้และนำสู่การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ 4.
ความต้องการในการเรียนรู้ของผู้ใหญ่เป็นการเรียนรู้เพื่อนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนา
คุณภาพชีวิต และการประกอบอาชีพได้ทันที ดังนั้น
การจัดสาระและกิจกรรมการเรียนรู้จึงมีความจำเป็นต้องจัด
ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนดังกล่าวด้วย
หลักการ......
การจัดการศึกษานอกโรงเรียน ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นฐาน พุทธศักราช
2544 มีหลักการดังนี้ 1.
เป็นการศึกษาสำหรับผู้พ้นเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ 2.
เป็นการศึกษาที่มุ่งเน้นสำหรับกลุ่มเป้าหมายผู้ที่พลาดโอกาส
และขาดโอกาสได้รับการศึกษา
ในระบบหรือในพื้นที่ที่สถานศึกษาในระบบไม่สามารถจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
12 ปี ให้ได้ 3. เป็นการศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนคิดเป็น
แก้ปัญหาเป็น เน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการ และการ ปฏิบัติจริง
สอดคล้องกับวิถีชีวิต
นำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพได้ทันที 4.
เป็นการศึกษาที่มุ่งพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้เห็นคุณค่า
และมีความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถพึ่งพาตนเองได้
ตลอดจนแสวงหาความรู้ในการพัฒนาตนเองและสังคมอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต 5.
เป็นการศึกษาที่ให้คุณค่าของความรู้ ประสบการณ์และอาชีพของผู้เรียน
โดยสามารถนำมา เทียบโอนเป็นผลการเรียนตามหลักสูตรได้ 6.
ส่งเสริมให้บุคคล องค์การ
ชุมชนในสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
จุดหมาย......
เพื่อให้การจัดการศึกษานอกโรงเรียน ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2544 สามารถพัฒนาผู้เรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี
มีปัญญา มีความสุข มีความเป็นไทย และมีศักยภาพ
ในการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต
จึงกำหนดจุดหมายซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้สำเร็จการศึกษา
ดังนี้ 1. เห็นคุณค่าและมีวินัยในตนเอง
ปฏิบัติตามหลักธรรมของพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ มีคุณธรรม
จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ 2. มีความรู้
ความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติไทย ชุมชน และท้องถิ่น ภูมิใจในความเป็นไทย
ใช้ภาษาได้ถูกต้องตามหลักภาษา สืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย ประเพณี กีฬา
ภูมิปัญญาไทย เป็นพลเมืองดี
ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 3.
รักประเทศชาติและท้องถิ่น
มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม 4. มีวิสัยทัศน์
มีความสามารถในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ สภาพปัญหาของตนเอง ชุมชน
และสังคม โดยใช้กระบวนการ คิดเป็น
ในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 5. มีความคิดสร้างสรรค์
มีความสามารถในการแสวงหาความรู้ และสร้างองค์ความรู้ มีทักษะ
ในการดำเนินชีวิต และรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต 6.
เห็นคุณค่าและรู้จักเลือกใช้วิทยาการ ภูมิปัญญา
และเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาองค์ความรู้
ให้ก้าวทันต่อความเจริญและความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก 7.
มีทักษะและมีเจตคติที่ดีต่อการประกอบอาชีพการงาน
เป็นแบบอย่างหรือเป็นผู้นำด้านการ พัฒนาอาชีพ
เพื่อการพึ่งพาตนเองและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น 8.
รักการออกกำลังกาย รู้จักรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง
มีบุคลิกภาพที่ดีและมี สุนทรีภาพในการดำรงชีวิต 9.
มีความสามารถในการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งยั่งยืน
พร้อมที่จะแข่งขันในสังคมโลกอย่างมีสันติ 10.
เป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพ มีค่านิยมการเป็นผู้ผลิต
มากกว่าการเป็นเพียงผู้บริโภค 11.
มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
การจัดสาระการเรียนรู้...........
การจัดการศึกษาตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการศึกษานอกโรงเรียน
ได้ยึดสาระการเรียนรู้ตาม หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
โดยมีการปรับสาระการเรียนรู้ในแต่ละระดับการศึกษา
ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายผู้เรียนการศึกษานอกระบบ ดังนี้ 1.
สาระการเรียนรู้ที่ต้องเรียนในแต่ละระดับการศึกษา
สาระการเรียนรู้การศึกษานอกโรงเรียน มี 8 หมวดวิชา
ประกอบด้วยการจัดการศึกษานอกโรงเรียนประกอบด้วย
กลุ่มหมวดวิชาพัฒนาวิชาพื้นฐาน 4 หมวดวิชา ได้แก่ หมวดวิชาภาษาไทย
หมวดวิชาคณิตศาสตร์ หมวดวิชาวิทยาศาสตร์ และหมวดวิชาภาษา ต่างประเทศ
และกลุ่มหมวดวิชาประสบการณ์ 4 หมวดวิชา ได้แก่ หมวดพัฒนาสังคมและชุมชน
หมวดวิชา พัฒนาทักษะชีวิต 1 (พลานามัย) หมวดวิชาพัฒนาทักษะชีวิต 2
(ดนตรีและนาฏศิลป์) และหมวดวิชา พัฒนาอาชีพ
ซึ่งผู้เรียนทุกระดับการศึกษาต้องเรียนให้ครบทั้งกลุ่มหมวดวิชาพื้นฐาน
และกลุ่มหมวดวิชา ประสบการณ์ 2. กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต
เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้นำมวลประสบการณ์
และทักษะที่ได้จากการเรียนรู้ตามหลักสูตร
ไปพัฒนาความรู้ความสามารถของตนตามศักยภาพเพิ่มเติมจาก
กิจกรรมที่จัดให้เรียนรู้ในหมวดวิชาต่าง ๆ
เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม
โดยใช้กระบวนการคิดเป็น ในการดำเนินกิจกรรมบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วม
และกระบวนการกลุ่ม อันจะส่งผลให้ผู้เรียนเป็นคนดี มีคุณธรรม
และมีความสุข ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เป็นเงื่อนไขที่ผู้เรียนทุกคน
ต้องทำก่อนการจบหลักสูตร
โดยให้ผู้เรียนทำกิจกรรมดังกล่าวทุกภาคเรียนหรือภาคเรียนใดภาคเรียนหนึ่ง
รวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 100 ชั่วโมง
โดยสามารถนำความรู้ที่ได้จากการอบรมหรือการเข้าร่วมกิจกรรม
ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม มานับรวมเป็นกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตได้
ทั้งนี้กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ
ดังนี้ 2.1 กิจกรรมพัฒนาตนเองและครอบครัว
เป็นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา
และสิ่งแวดล้อมของครอบครัว เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต
อยู่ร่วมในสังคมและ ชุมชนได้อย่างมีความสุข 2.2
กิจกรรมพัฒนาชุมชนและสังคม
เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง
ตลอดจนการพัฒนาสิ่งแวดล้อม
โดยอาศัยการมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน
จำนวนหน่วยกิตที่ต้องเรียนตลอดหลักสูตร........
ในแต่ละระดับการศึกษา
ได้กำหนดค่าสาระการเรียนรู้ในแต่ละหมวดวิชาเป็นหน่วยกิต โดยกำหนดให้ 1
หน่วยกิต ใช้เวลาเรียน 40 ชั่วโมง จำแนกได้ดังนี้ ระดับประถมศึกษา
ผู้เรียนต้องลงทะเบียนเรียนไม่น้อยกว่า 48 หน่วยกิต
ประกอบด้วย - กลุ่มหมวดวิชาพื้นฐาน จำนวน 4 หมวดวิชา หมวดวิชาละ 5
หน่วยกิต รวม 20 หน่วยกิต - กลุ่มหมวดวิชาประสบการณ์ จำนวน 4
หมวดวิชา หมวดวิชาละ 7 หน่วยกิต รวม 28 หน่วยกิต
รวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 48 หน่วยกิต
และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่น้อยกว่า 100 ชั่วโมง
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ผู้เรียนต้องลงทะเบียนเรียนไม่น้อยกว่า
56 หน่วยกิต ประกอบด้วย - กลุ่มหมวดวิชาพื้นฐาน จำนวน 4 หมวดวิชา
หมวดวิชาละ 6 หน่วยกิต รวม 24 หน่วยกิต - กลุ่มหมวดวิชา ประสบการณ์
จำนวน 4 หมวดวิชา หมวดวิชาละ 8 หน่วยกิต รวม 32 หน่วยกิต
รวมตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 56 หน่วยกิต
และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่น้อยกว่า 100 ชั่วโมง
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้เรียนต้องลงทะเบียนเรียนไม่น้อยกว่า
76 หน่วยกิต ประกอบด้วย - กลุ่มหมวดวิชาพื้นฐาน จำนวน 4 หมวดวิชา
หมวดวิชาละ 7 หน่วยกิต รวม 28 หน่วยกิต - กลุ่มหมวดวิชา ประสบการณ์
จำนวน 4 หมวดวิชา หมวดวิชาละ 12 หน่วยกิต รวม 48 หน่วยกิต
รวมตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 76 หน่วยกิต
และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่น้อยกว่า 100 ชั่วโมง
เวลาเรียน......
การจัดการศึกษา โดยใช้หลักเกณฑ์และวิธีการจัดการศึกษานอกโรงเรียน
ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
ปีการศึกษาหนึ่งแบ่งออกเป็น 2 ภาคเรียน ประมาณภาคเรียนละ 20 สัปดาห์
ใช้เวลาเรียนตลอดหลักสูตรแต่ละระดับการศึกษาไม่น้อยกว่า 4 ภาคเรียน
ยกเว้นในกรณีที่มีการเทียบโอน ผลการเรียน สามารถจบหลักสูตรก่อน 4
ภาคเรียนได้
การลงทะเบียนเรียน .....
การลงทะเบียนเรียนในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น
และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
ผู้เรียนจะต้องลงทะเบียนเรียนตลอดหลักสูตรแต่ละระดับการศึกษา
ภาคเรียนละไม่เกิน 2 หมวดวิชา
ในหลักสูตรที่ไม่มีการเปิดเรียนภาคฤดูร้อน เนื่องจากเวลาเพียง 1 เดือน
ไม่สามารถทำกิจกรรมได้ตามที่หลักสูตรกำหนด
โครงสร้างหลักสูตร.......
การจัดโครงสร้างหลักสูตร ตามเกณฑ์และวิธีการจัดการศึกษานอกโรงเรียน
ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
ในแต่ละระดับการศึกษาประกอบด้วยกลุ่มหมวดวิชาพื้นฐาน กลุ่มหมวดวิชา
ประสบการณ์และกิจกรรมพัฒนาภาพชีวิต
โดยมีแผนภูมิโครงสร้างหลักสูตรดังนี้



สาระการเรียนรู้หมวดวิชา.......
หลักสูตรขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการศึกษานอกโรงเรียน ประกอบด้วย 8 หมวดวิชา
คือ กลุ่มหมวดวิชาพื้นฐาน 4 หมวดวิชา กลุ่มหมวดวิชาประสบการณ์ 4
หมวดวิชา โดยมีรายละเอียดดังนี้
กลุ่มหมวดวิชาพื้นฐาน หมวดวิชา
ภาษาไทย สาระที่เป็นองค์ความรู้ของหมวดวิชาภาษาไทย
ประกอบด้วย สาระที่ 1 การอ่าน สาระที่ 2 การเขียน สาระที่ 3
การฟัง การดู และการพูด สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษา สาระที่ 5
วรรณคดีและวรรณกรรม
หมวดวิชา
คณิตศาสตร์ สาระที่เป็นองค์ความรู้ของหมวดวิชาคณิตศาสตร์
ประกอบด้วย สาระที่ 1 จำนวนและการดำเนินการ สาระที่ 2
การวัด สาระที่ 3 เรขาคณิต สาระที่ 4 พีชคณิต สาระที่ 5
การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น สาระที่ 6
ทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตร์ หมวดวิชา
วิทยาศาสตร์ สาระที่เป็นองค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์
ประกอบด้วย สาระที่ 1 สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต สาระที่
2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร สาระที่ 4
แรงและการเคลื่อนที่ สาระที่ 5 พลังงาน สาระที่ 6
กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก สาระที่ 7
ดาราศาสตร์และอากาศ สาระที่ 8
ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หมวดวิชา ภาษาต่างประเทศ
(ภาษาอังกฤษ) สาระที่เป็นองค์ความรู้ของหมวดวิชาภาษาต่างประเทศ
ประกอบด้วย สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร สาระที่ 2
ภาษาและวัฒนธรรม สาระที่ 3
ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น สาระที่ 4
ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก กลุ่มหมวดวิชา
ประสบการณ์ หมวดวิชา พัฒนาทักษะ 1
(สุขศึกษาและพลานามัย) สาระที่เป็นองค์ความรู้ของหมวดวิชาพัฒนาทักษะ
1 ประกอบด้วย สาระที่ 1
การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ สาระที่ 2
ชีวิตและครอบครัว สาระที่ 3 การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย
การเล่นเกม กีฬาไทยและกีฬาสากล สาระที่ 4 การสร้างเสริมสุขภาพ
สมรรถภาพและการป้องกันโรค สาระที่ 5 ความปลอดภัยในชีวิต หมวดวิชา
พัฒนาทักษะชีวิต 2 (ดนตรี
นาฏศิลป์) สาระที่เป็นองค์ความรู้ของหมวดวิชาพัฒนาทักษะ 2
ประกอบด้วย สาระที่ 1 ทัศนศิลป์ สาระที่ 2 ดนตรี สาระที 3
นาฏศิลป์ หมวดวิชา
พัฒนาสังคมและชุมชน สาระที่เป็นองค์ความรู้ของหมวดวิชาพัฒนาสังคมและชุมชน
ประกอบด้วย สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สาระที่ 2
หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม สาระที่ 3
เศรษฐศาสตร์ สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ สาระที่ 5
ภูมิศาสตร์ หมวดวิชา
พัฒนาอาชีพ สาระเป็นองค์ความรู้ของหมวดวิชาพัฒนาอาชีพ
ประกอบด้วย สาระที่ 1 การดำรงชีวิตและครอบครัว สาระที่ 2
การอาชีพ สาระที่ 3 การออกแบบและเทคโนโลยี สาระที่ 4
เทคโนโลยีสารสนเทศ สาระที่ 5 เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ
การจัดกระบวนการเรียนรู้ .......
การจัดกระบวนการเรียนรู้ตลอดหนึ่งภาคเรียนนั้น
มีกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ 4 กิจกรรม ที่ครูจะต้อง ดำเนินการ
เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ คือ การจัดการเรียนรู้โดยการพบกลุ่ม
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่อเนื่อง โดยการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
การทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) กิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวจะเกิด
ผลดีกับผู้เรียนได้นั้น ครูต้องเน้นย้ำให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ
มีวินัยในตนเอง ฝึกนิสัยให้เกิดความสนใจใฝ่รู้
ทำกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
ในแต่ละสัปดาห์ครูจะต้องกำหนดให้ผู้เรียนแต่ละคนใช้เวลาศึกษาเรียนรู้
เพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้
1. การพบกลุ่ม ไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง/สัปดาห์
การจัดการเรียนรู้โดยการพบกลุ่ม.......
ในทุกสัปดาห์ครูจะต้องจัดให้มีการพบกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียนด้วยกันโดยมีครู
เป็นผู้อำนวยความสะดวก กระตุ้นเสริมแรง ให้คำปรึกษา และให้ข้อเสนอแนะ
โดยใช้เวลาในการพบกลุ่ม ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง เพื่อทำกิจกรรม
คือ 1.
การนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองหรืองานกลุ่มเป็นการทำกิจกรรมตามที่ได้
รับมอบหมาย การจัดการเรียนรู้เช่นนี้
ให้นักศึกษานำเสนอผลจากการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ซึ่งครูได้
มอบหมายให้แต่ละคนไปศึกษาค้นคว้าไว้ล่วงหน้าแล้ว
ช่วยให้เกิดความแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผู้เรียนต่างก็ช่วยกัน
เรียนและเติมเต็มความรู้แก่กันและกัน 2. การนำเสนอโครงงาน
ผู้เรียนจะนำเสนอความคิด และความก้าวหน้าในการทำโครงงาน ต่อกลุ่มใหญ่
เพื่อให้ผู้เรียนคนอื่นและครูช่วยกันวิเคราะห์ ซักถาม ให้ข้อเสนอแนะ
คำแนะนำ ทำให้เกิด การแลกเปลี่ยนเรียนรู้
เป็นการต่อยอดทางความคิดและนำไปสู่การพัฒนาโครงงานในสัปดาห์ต่อไป
การนำเสนอ
โครงงานเช่นนี้จะเป็นไปอย่างต่อเนื่องทุกกลุ่มจนสิ้นสุดภาคเรียน 3.
การสอบย่อย (Quiz) เป็นการทดสอบความรู้ความเข้าใจสาระเนื้อหา
โดยครูและสถานศึกษา (ศบอ./ศบข) เป็นผู้จัดทำข้อทดสอบย่อย ในลักษณะ
ถาม-ตอบ (Quiz) ให้ผู้เรียนตอบคำถามเป็นเขียนสั้น ๆ
ซึ่งสรุปความคิดรวบยอด ที่เป็นความรู้ความเข้าใจของตัวผู้เรียนเอง
4. จัดการเรียนการสอนตามสาระที่ได้วางแผนร่วมกันไว้แล้ว
โดยครูเป็นผู้สอนเพิ่มเติมความรู้ หรือเนื้อหาสาระที่จำเป็น
ซึ่งนักศึกษายังไม่เข้าใจและต้องการจะเรียนรู้ 1.5
ฝึกกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนวิเคราะห์ สังเคราะห์
และแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง จากกลุ่ม จากสื่อ
โดยครูเป็นผู้กระตุ้นและเสริมแรงให้ผู้เรียนทุกคนเข้าร่วมในกิจกรรมต่าง
ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา การพบกลุ่ม การแสดงออกของผู้เรียนมีหลายรูปแบบ
เช่น การฟังอย่างตั้งใจในสิ่งที่มีผู้นำเสนอ ช่วยคิด ตั้งคำถามให้คิด
ร่วมอภิปราย ให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ 6.
วางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่อเนื่อง เป็นการกำหนดข้อตกลงร่วมกัน
นัดหมาย กิจกรรมต่าง ๆ ที่ผู้เรียนต้องทำระหว่างสัปดาห์
รวมทั้งการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ครูจะต้องเน้นย้ำให้ผู้เรียน
ไปศึกษาค้นคว้าตามแผนการเรียนรู้ที่ได้ร่วมกันกำหนดไว้
เน้นเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่จะมานำเสนอสัปดาห์ต่อไป
และกำหนดภารกิจสำหรับผู้เรียนคนอื่น ๆ ด้วย 2.
การทำกิจกรรมการเรียนรู้ต่อเนื่องโดยการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
การทำกิจกรรมตามที่ มอบหมาย อย่างน้อย 15 ชั่วโมง/สัปดาห์
การจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเรียนรู้ต่อเนื่อง.......
เป็นการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียนที่ถือว่าเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะ
มีความรับผิดชอบ มีประสบการณ์
และมีข้อจำกัดในการทำงานและการประกอบอาชีพ ดังนี้
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่อเนื่องจึงใช้หลักการเรียน ด้วยตนเอง
โดยผู้เรียนศึกษาค้นคว้า หรือเรียนรู้ด้วยตนเอง
ในหัวข้อที่ไม่ยากเกินไปในลักษณะกลุ่มหรือรายบุคคล
และอยู่ในวิสัยที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองได้
มีการจดบันทึกหรือเรียบเรียงความรู้นั้นไว้ ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานหรือ
ร่องรอยของการเรียนรู้
ผู้เรียนอาจจดบันทึกลงสมุดหรือทำเป็นแฟ้มสะสมงานในแต่ละหมวดวิชาของผู้เรียน
แต่ละคน หรือแต่ละกลุ่ม ซึ่งเป็นการทำกิจกรรมตามที่ได้รับมอบหมาย
โดยผู้เรียนจะศึกษาค้นคว้าต่อเนื่อง จดบันทึก และนำเสนอในการพบกลุ่ม
เน้นเติมเต็มความรู้ซึ่งกันและกัน ผู้เรียนจะใช้เวลาสัปดาห์ละประมาณ 15
- 20 ชั่วโมง เพื่อการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
และทำกิจกรรมตามที่ได้รับมอบหมาย
กิจกรรมการเรียนรู้ต่อเนื่อง มีจุดมุ่งหมายที่สำคัญดังนี้ 1.
ฝึกให้ผู้เรียนรับผิดชอบและรู้จักแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ด้วยตนเอง 2.
ฝึกให้ผู้เรียนมีนิสัยใฝ่รู้และรู้จักวิเคราะห์
กำหนดเป้าหมายความต้องการของตนเอง ในการแสวงหาความรู้ 3.
ฝึกผู้เรียนให้จดบันทึก
เรียบเรียงและสรุปความรู้ที่ตนได้ศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ 4.
ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน การศึกษาค้นคว้า
อันจะนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต
การเรียนด้วยวิธีนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก
และผู้เรียนจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเรียนด้วยวิธีนี้
ครูจึงมีความจำเป็นต้องใส่ใจเพิ่มขึ้นในเรื่องต่อไปนี้
1. การแนะนำ/ประสานงาน/จัดสื่อและแหล่งเรียนรู้
โดยเมื่อวางแผนการเรียนรู้กำหนดประเด็น ให้ผู้เรียนด้วยตนเองแล้ว
ครูจะต้องเป็นผู้แนะนำ หรือประสานงาน
หรือช่วยเหลือในการจัดสื่อและแหล่งเรียนรู้ ต่าง ๆ
ให้ผู้เรียนไปศึกษาค้นคว้า ซึ่งสื่อและแหล่งเรียนรู้นั้นมีหลากหลายทั้ง
สื่อสิ่งพิมพ์(แบบเรียน หนังสือ เอกสาร ของหน่วยงานต่าง ๆ )
สื่ออิเล็กทรอนิกส์(รายการวิทยุ เทปเสียง รายการโทรทัศน์ วีดีทัศน์)
สื่อคอมพิวเตอร์ (ซีดีรอม รวมทั้งอินเทอร์เน็ต
ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญที่รวมความรู้และข้อมูลมากมาย
นอกจากนี้ยังมี แหล่งการเรียนรู้ ในชุมชน (แหล่งการเรียนรู้ประเภทบุคคล
ได้แก่ ผู้รู้ ภูมิปัญญา เจ้าหน้าที่ หน่วยงานต่าง ๆ
และแหล่งเรียนรู้ประเภทสถานที่ได้แก่ ศูนย์การเรียนชุมชน
ห้องสมุดประชาชน ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์
สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤษศาสตร์ อุทยาน ไร่นา ป่าเขา ศูนย์การกีฬา
และ นันทนาการ สื่อและแหล่งเรียนรู้เหล่านี้ ครู กศน.
จะต้องรอบรู้และนำมาใช้เพื่อจัดการเรียนการสอนอย่างชาญฉลาด
เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างได้ผลดี
2. การจดบันทึก เรียบเรียงผลการเรียนด้วยตนเอง
โดยครูต้องเน้นย้ำให้ผู้เรียนจดบันทึก
หรือเขียนด้วยลายมือตนเองในเรื่องที่ไปศึกษาค้นคว้า
ให้ผู้เรียนจดไว้อย่างเรียบร้อยเป็นระบบด้วยตนเองเพื่อ
ความสะดวกในการนำเสนอในกลุ่ม
โดยผู้เรียนอาจจดลงสมุดหรือจัดทำเป็นแฟ้มสะสมงาน (Portfolio)
ของแต่ละหมวดวิชาที่ลงทะเบียน สมุดที่จดบันทึก
ผลการเรียนหรือแฟ้มสะสมงานนี้ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการ
ประเมินผลการเรียนด้วย 3.
การนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้า/ทำกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายต่อกลุ่ม
ส่วนนี้มีสิ่งที่ครู ต้องให้ความสำคัญ 3 เรื่องคือ 3.1
ผู้ที่นำเสนอ ครูต้องเน้นย้ำให้ผู้นำเสนอเตรียมตัวอย่างดี
โดยเรียบเรียงความคิด เตรียมขั้นตอนการนำเสนอและนำเสนออย่างชัดเจน
ครูต้องกระตุ้นให้มีการอภิปราย ซักถาม และให้ผู้นำเสนอ
ตอบข้อสงสัยของเพื่อน ๆ ได้ หรือให้ผู้เรียนคนอื่นช่วยตอบ 3.2
ผู้เรียนที่รับฟัง ต้องตั้งใจฟัง จดบันทึก และร่วมอภิปราย ซักถาม
เพื่อให้เข้าใจเรื่องนั้น อย่างชัดเจน 3.3 ครู
จะต้องดูแลให้การนำเสนอเป็นไปอย่างได้ผล โดยฟังการนำเสนออย่างตั้งใจ
กระตุ้น เสริมแรง ดูแลผู้เรียนคนอื่น ๆ ให้สนใจการนำเสนอ
ให้ทุกคนได้มีโอกาสซักถามเพิ่มเติมความเห็นอย่างทั่วถึง
ทำให้ช่วงเวลาการนำเสนอเป็นไปอย่างมีชีวิตชีวาและมีคุณค่า พฤติกรรมต่าง
ๆ ช่วงเวลานี้ถือเป็นส่วนสำคัญ
ของการประเมินเพื่อปรับปรุงแก้ไขและทำให้เกิดความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียนในด้านต่าง
ๆ 3. การทำโครงงาน อย่างน้อย 3 ชั่วโมง/สัปดาห์
รวมเวลาที่ใช้ในการพบกลุ่ม กิจกรรมการเรียนรู้ ต่อเนื่อง
โดยการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง การทำกิจกรรมตามที่ได้รับมอบหมาย
และการทำโครงงานอย่างน้อย 21 ชั่วโมง/สัปดาห์
การจัดการเรียนรู้โดยการทำโครงงาน......
โครงงาน (Portfolio) คือ แผนงาน
หรือกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนร่วมกันกำหนดขึ้นตามความสนใจ
ความต้องการ และนำไปสู่การศึกษาค้นคว้า ทดลอง
และลงมือปฏิบัติจริงในแต่ละภาคเรียน ผลจากการทำ โครงงาน คือ
ผลผลิตที่เป็นองค์ความรู้ตามหมวดวิชานั้น
หรือผลงานที่เป็นประโยชน์โดยมีการบูรณาการสาระ อื่น ๆ
ที่จำเป็นและสอดคล้องกัน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการทำโครงงานนั้น
เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการ
และความสนใจของผู้เรียน
ให้การยอมรับผู้เรียนในลักษณะของผู้ที่มีวุฒิภาวะ มีความรับผิดชอบ
โดยมีความเชื่อว่า
ผู้เรียนจะมีแรงจูงใจและเรียนได้ดีเมื่อได้เรียนในสิ่งที่ตนสนใจ
ก่อให้เกิดประโยชน์และนำไปใช้ได้ทันที การเรียนรู้
โดยการทำโครงงานส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้ริเริ่ม
กำหนดสิ่งที่ต้องการเรียนรู้และทำในสิ่งที่สนใจเรียนจากการ
ปฏิบัติจริงโดยสอดแทรกบูรณาการสาระการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรและศึกษาหาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้
ต่าง ๆ
เพื่อนำมาใช้ในการทำโครงงานใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้ในกลุ่มเพื่อต่อยอดทางความคิด
และนำ ไปสู่การปฏิบัติโครงงานจนสิ้นภาคเรียน
กระบวนการทำโครงงานจึงเป็นลักษณะของการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการคิด ทำ
จำ แก้ปัญหา และพัฒนา การเรียนโดย โครงงาน
เป็นการเรียนโดยใช้ความรู้ในหมวดวิชาหรือบูรณาการเนื้อหาต่างๆ ที่
จำเป็น โดยมีครูเป็นผู้ให้คำปรึกษา แนะนำ
และอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ และกระตุ้นเสริมแรง
ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่ม 1.
ประโยชน์ของการเรียนรู้จากการทำโครงงาน 1.1
ผู้เรียนมีอิสระในการคิดริเริ่มโครงงานที่ตรงกับความต้องการ
ความสนใจของตนเอง เป็นการเรียนอย่างมีความหมาย
เชื่อมโยงความรู้ใหม่กับประสบการณ์ของผู้เรียน 1.2
ผู้เรียนใช้ทักษะการเรียนที่สูงขึ้น และหลากหลาย มีการคิดริเริ่ม
การวางแผนทำงาน อย่างเป็นระบบ การสังเกต การบันทึกผลการเรียนรู้
ศึกษาค้นคว้าลงมือปฏิบัติ และสร้างข้อสรุป 1.3
สร้างกัลยาณมิตรในกลุ่มผู้เรียน โดยฝึกการนำเสนอ
รับฟังและให้ข้อเสนอแนะ 1.4 เรื่องที่เรียนเป็นของจริง
เป็นการเรียนที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที 1.5
ผู้เรียนรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเองและเป็นเจ้าของโครงงานเรียนรู้นั้น
2.
ขั้นตอนและกระบวนการเรียนรู้โดยการทำโครงงาน การเรียนรู้ในลักษณะของ
โครงงาน มีขั้นตอนที่สำคัญ 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 :
การคิดริเริ่มโครงงาน
ผู้เรียนทุกคนต้องเป็นผู้คิดริเริ่มโครงงานที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง
มีความสนใจและต้องการที่จะทำโดยให้ศึกษาวิเคราะห์หมวดวิชาที่ลงทะเบียนเรียน
ผู้เรียนอาจจะต้อง ถามตัวเองด้วยคำถามต่างๆ เช่น 1.1
ตนเองมีความสนใจและต้องการทำโครงงานอะไร อาจเป็นโครงงานในหมวดวิชานั้น
หรือโครงงาน ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพ งานพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม
โครงงานที่เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะชีวิต และอื่นๆ 1.2
โครงงานนั้นมีประโยชน์อย่างไร
อาจเป็นโครงงานที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองทางด้านความรู้ พัฒนาอาชีพ
การมีอาชีพรายได้ หรือโครงงานที่จะเกิดประโยชน์ต่อชุมชน และสังคม
หรือช่วยพัฒนาสภาพแวดล้อม 1.3
โครงงานนั้นต้องใช้ความรู้ในเรื่องใดบ้าง
โดยพิจารณาว่าเกี่ยวข้องกับหมวดวิชาที่ลงทะเบียน
เรื่องใดคาดว่าเกี่ยวข้องกับสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ใดบ้าง
และต้องศึกษาหาความรู้อะไรอื่น ๆ อีก จากแหล่ง ความรู้ที่ได้จากผู้รู้
ผู้ชำนาญการ หรือภูมิปัญญาใด 1.4
เราต้องการทำโครงงานนั้นกับใครบ้าง เราอาจมีข้อจำกัดเช่นเรื่องของเวลา
หรือความสนใจ จึงทำโครงงานเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กับเพื่อนที่สนใจเหมือนกัน
หรือทำงานกับกลุ่มที่มีจำนวนคนมากขึ้น 1.5
โครงงานนี้ริเริ่มขึ้นมาใหม่
หรือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่มีอยู่ในชุมชน หากเป็นโครงงานใหม่
ในหมวดวิชานั้น ๆ ผู้เรียนต้องศึกษาสาระของหมวดวิชาโดยรวม
แล้วพิจารณาว่าสนใจจะทำเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง
แล้วศึกษาลงลึกเรื่องนั้น
นอกจากนี้ผู้เรียนยังอาจเข้าร่วมกิจกรรมที่มีในชุมชนที่ตนสนใจ เช่น
กิจกรรมทางด้านอาชีพ การพัฒนาชุมชน และสังคม
โดยนำสาระในหมวดวิชาที่เกี่ยวข้องไปใช้หรือเสริม
หรือบูรณาการเข้าด้วยกัน ในโครงงาน ขั้นตอนที่ 2 :
ขั้นตอนการลงมือปฏิบัติ/พัฒนาโครงงาน 2.1 การลงมือทำโครงงาน
ผู้เรียนในกลุ่มทุกคนต้องร่วมมือกัน มีความรับผิดชอบในการทำโครงงาน
ตามที่ได้วางแผนไว้ การลงมือปฏิบัติครอบคลุมการศึกษาค้นคว้าหาความรู้
เพื่อเป็นพื้นฐานในการทำโครงงาน เช่น ศึกษาเรื่องการปลูกสับปะรด
ผู้เรียนก็อ่านหนังสือหรือสอบถามผู้รู้และลงมือปลูกจริงหรือการเข้าร่วม
โครงการ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
ก็ศึกษาหาความรู้และเข้าร่วมทำงานในโครงงานนี้จริง
หรือโครงงานที่ลงลึกในสาระ การเรียนรู้ตามหมวดวิชา
โดยมีการบันทึกผลการทำงานทุกขั้นตอน 2.2
การนำเสนอโครงงานในกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ผู้เรียนจะต้องใช้การสังเกต บันทึกผลการ เรียนจากการทำโครงงาน
และนำเสนอผลการปฏิบัติโครงงานกับกลุ่มผู้เรียนในทุกสัปดาห์ตลอดภาคเรียน
เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มผู้เรียนและครู
การเสนอโครงงานในช่วงแรกเป็นการเสนอความคิดในการทำ โครงงานในสัปดาห์ต่อ
ๆ ไป เป็นการนำเสนอผลการปฏิบัติเพื่อให้คนอื่นช่วยมอง
ช่วยให้ความคิดเห็นเพิ่มเติม อาจเป็นการเสนอความก้าวหน้า
พร้อมความพึงพอใจหรือปัญหาอุปสรรคเป็นการนำปัญหาที่พบจากการปฏิบัติ
มาเล่าสู่กันฟัง พร้อมความคิดหรือแผนที่จะทำโครงงานต่อไป
การเสนอเช่นนี้จะช่วยให้เกิดการสำรวจความคิด
เกิดการต่อยอดทางความคิดของกันและกัน
ช่วยให้เกิดความคิดใหม่หรือแสวงหาทางเลือกใหม่ที่จะทำต่อไป
เป็นการฝึกการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากตน ในการนำเสนอ
ผู้เรียนจะต้องเตรียมตัวอย่างดี
นำเสนออย่างชัดเจนถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติ โครงงานของตน
การนำเสนออาจใช้สื่อต่าง ๆ ช่วยเพื่อให้น่าสนใจและมีความชัดเจน
ผู้เรียนอาจนำเสนอเป็น สื่อของจริง ภาพถ่าย ภาพวาด
อาจเสนอโดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ตามที่ผู้เรียนจะสามารถทำได้ ประการสำคัญผู้เรียนจะต้องบันทึกกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
อาจเป็นการจดบันทึก หรือใช้เทคโนโลยี ควรบันทึกการเรียนรู้
การทำโครงงานอย่างต่อเนื่อง ขั้นตอนที่ 3 : การสรุปผลการทำโครงงาน
เนื่องจากการทำโครงงานเป็นกระบวนการเรียนรู้จากการ
ลงมือปฏิบัติที่ผู้เรียนทำอย่างต่อเนื่อง
ผู้เรียนจำเป็นต้องสรุปผลการทำโครงงานอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นประโยชน์
ในการพิจารณาผลการเรียนรู้ของตนเอง และอาจนำไปเผยแพร่ต่อไป เช่น
จัดนิทรรศการ หรือจัดพิมพ์เผยแพร่ 4. การสอนเสริม
โดยครูหรือวิทยากรตามที่วางแผนไว้
การสอนเสริม........
การสอนเสริม มีความจำเป็นสำหรับการจัดการเรียนรู้
เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับ สาระการเรียนรู้มากขึ้น
เนื่องจากมีสาระการเรียนรู้ที่ยากและซับซ้อนและระยะเวลาเรียนที่ค่อนข้างจำกัด
ทำให้ ผู้เรียนไม่สามารถเข้าใจได้
จึงมีความจำเป็นจะต้องสอนเสริมในบางหมวดวิชาและบางสาระการเรียนรู้ที่มีความยาก
และซับซ้อน เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ
โดยทั้งผู้เรียนและครูร่วมกันวางแผนการ สอนเสริม
โดยเชิญวิทยากรซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ผู้รู้ ผู้ชำนาญในเนื้อหานั้น
เช่น ครู อาจารย์ที่เกษียณ อายุแล้ว เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ
เป็นผู้สอนเสริมหรือใช้สื่อวีดีทัศน์ประกอบการสอน การสอนเช่นนี้จะทำให้
ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาที่ยากได้ดีขึ้น
ช่วงเวลาและสถานที่ในการสอนเสริมเป็นไปตามแผนที่ร่วมกันกำหนดไว้
ใช้เวลาที่เหมาะสม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นอกเหนือจากเวลาการพบกลุ่ม
1. วัตถุประสงค์ของการสอนเสริม 1.1
เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน
มุ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้แก่ผู้เรียนให้สูงขึ้น 1.2
เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้
ของหมวดวิชาที่มีความยุ่งยาก ซับซ้อนและไม่อาจศึกษาได้ด้วยตนเอง
ในหมวดวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ 1.3
เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสศึกษาหาความรู้จากวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะสาขาวิชา
1.4
เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเข้าร่วมของประชาชน
ในการเข้ามาเป็น วิทยากรสอนเสริมในรูปแบบอาสาสมัคร
2. วิธีการดำเนินการสอนเสริม ควรทำดังนี้ 2.1
ครูและผู้เรียนวางแผนและปรึกษาหารืออันเกี่ยวกับรายละเอียดของหมวดวิชา
และสาระ การเรียนรู้ที่จะจัดสอนเสริม 2.2
ครูและผู้เรียนร่วมกันกำหนดวัน เวลา สถานที่ หมวดวิชา
และสาระการเรียนรู้ และจัดทำแผน หรือปฏิทินการสอนเสริม 2.3
ประสานเชิญวิทยากรหรืออาสาสมัคร
หรือจัดหาวีดีทัศน์การสอนเสริมในสาขาวิชา
เกี่ยวกับสาระการเรียนรู้ที่จะสอนเสริม 2.4
จัดเตรียมสื่อหรืออุปกรณ์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่วิทยากร หรืออาสาสมัคร
ในการสอนเสริม 2.5 วิทยากรสอนเสริมตามวันเวลาที่กำหนด 2.6
ผู้เรียนเข้ารับการสอนเสริม
และบันทึกร่องรอยการเรียนรู้ในสมุดบันทึก 2.7
ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมหรือทำแบบฝึกหัดตามที่วิทยากรกำหนด การสอนเสริม
เป็นการรวมกลุ่มผู้เรียนที่มีปัญหาในสาระการเรียนรู้ที่ยุ่งยากซับซ้อนในแต่ละหมวดวิชา
โดยสามารถเชิญวิทยากร สื่อวีดีทัศน์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ
มาเติมเต็มความรู้ให้กับผู้เรียน ซึ่งสามารถทำได้ ในกลุ่มใหญ่
กลุ่มย่อย ตามความเหมาะสมและความต้องการของผู้เรียน
5. การทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต(กพช.) จำนวน 100 ชั่วโมง
กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต
(กพช.).........
กิจกรรมพัฒนาคุณภาพ (กพช.)
เป็นกิจกรรมที่เป็นองค์ประกอบสำคัญส่วนหนึ่งในโครงสร้าง
ที่กำหนดไว้ในหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการศึกษานอกโรงเรียน
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
เป็นกิจกรรมที่เป็นเงื่อนไขที่ผู้เรียนทุกคนต้องทำก่อนการจบหลักสูตร
โดยผู้เรียนสามารถทำกิจกรรมดังกล่าว
สะสมได้ทุกภาคเรียนหรือภาคเรียนเดียว
ในกรณีที่ผู้เรียนมีการเทียบโอนผลการเรียนและใช้เวลาเรียนเพียงภาค
เรียนเดียว รวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 100 ชั่วโมง
และผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก 1.
วัตถุประสงค์ 1.1 เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสใช้กระบวนการกลุ่ม
ได้แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์โดยฝึก ทักษะความมีเหตุผล การคิดเป็น
ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น 1.2
เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการพัฒนา
ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสิ่งแวดล้อม
ทำให้เกิดความรู้สึกผูกพันเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ชุมชน
สังคมอย่างแน่นแฟ้น
รวมทั้งมีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 1.3
เพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมให้ผู้เรียน
ผู้เรียนทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อได้รับการปลูกฝังคุณธรรม
จริยธรรม มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ
และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข 2.
การจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต 2.1
ครูจัดประชุมชี้แจงผู้เรียนให้เข้าใจกระบวนการจัดทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต 2.2
ครูร่วมกับผู้เรียนจัดทำแผนการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต
โดยทำความตกลง
ร่วมกันกับผู้เรียนเพื่อให้เกิดการศึกษาเรียนรู้ภาคทฤษฎีในกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ครบถ้วน
และในภาคปฏิบัติ สามารถดำเนินการภายใต้ของข่ายเนื้อหา ดังนี้ 1)
กิจกรรมศาสนา ศิลปวัฒธรรมและประเพณี
กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เกี่ยวกับศาสนา ศิลปวัฒธรรมและประเพณี
โดยพิจารณากิจกรรม
ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนยึดมั่นในศาสนาและปลูกฝังค่านิยมที่ดี
เพื่อดำรงรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงาม
ของท้องถิ่นและของชาติ 2) กิจกรรมการพัฒนาชุมชน สังคม
และสิ่งแวดล้อม กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เกี่ยวกับการพัฒนาชุมชน
สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยพิจารณา เลือกทำกิจกรรมที่มุ่งเน้นการพัฒนา
การบำเพ็ญประโยชน์ เพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม
ทำให้ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมดีขึ้นอย่างยั่งยืน 3)
กิจกรรมสนับสนุนงานการศึกษานอกโรงเรียน กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตเกี่ยวกับการสนับสนุนงานการศึกษานอกโรงเรียน
โดยพิจารณา เลือกทำกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เห็นความสำคัญ เกิดความรัก
ความผูกพัน และเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษานอกโรงเรียน
ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นการสนับสนุน
แต่ต้องลงมือปฏิบัติกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาสนับสนุนงาน
การศึกษานอกโรงเรียนโดยแท้จริง 2.3
ผู้เรียนรวมกลุ่มเขียนโครงการและเสนอขออนุมัติต่อสถานศึกษา
ทั้งนี้โดยมีครูผู้รับผิดชอบ เป็นที่ปรึกษาโครงการ 2.4
ครูต้องเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำในการวางแผนการประสานงาน
การแก้ไขปัญหา
ในการปฏิบัติการจัดทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตในภาคการปฏิบัติของผู้เรียน 2.5
มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณา
และประเมินผลการปฏิบัติการโครงการกิจกรรม พัฒนาคุณภาพชีวิต
ครูต้องทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการฯ
เพื่อพิจารณาและกำหนดจำนวนชั่วโมงของแต่ละ กิจกรรม
ก่อนขออนุมัติโครงการกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต 2.6
นิเทศติดตามการปฏิบัติงานในโครงการกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต
เมื่อโครงการของ ผู้เรียนได้รับการอนุมัติแล้ว
ผู้เรียนจะดำเนินงานตามโครงการฯ ดังกล่าว ครูต้องนิเทศตามโครงการนั้นๆ
2.7
ดำเนินงานร่วมกับคณะกรรมการพิจารณาและประเมินผลการปฏิบัติโครงการกิจกรรม
พัฒนาคุณภาพชีวิต
ครูต้องทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการที่สถานศึกษาแต่งตั้งและดำเนินงานร่วมกับคณะ
กรรมการนั้น ๆ
ตามจำนวนชั่วโมงและความยากง่ายของโครงการ การจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตจะต้องเป็นไปตามหลักการ
วัตถุประสงค์ และเกณฑ์การจัด กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต
พร้อมทั้งให้ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนและเสียหายต่อบุคคล
ชุมชน และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม
ครูผู้รับผิดชอบผู้เรียนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้อหารายละเอียดต่างๆ
ที่เกี่ยวกับหลักการและเหตุผล ประเภท ปรัชญา ความเชื่อพื้นฐาน
วัตถุประสงค์และเกณฑ์ การจัดกิจกรรมพัฒนา คุณภาพชีวิตได้ในเอกสาร
เกณฑ์การจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการ
ศึกษานอกโรงเรียน หลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2544
การทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต
ผู้เรียนจะต้องลงมือปฏิบัติกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อพัฒนาตนเอง
ครอบครัว และพัฒนาชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม รวมแล้วไม่น้อยกว่า 100
ชั่วโมง
ทั้งนี้ผู้เรียนสามารถเลือกทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตจากขอบข่ายเนื้อหาดังต่อไปนี้
1. กิจกรรมศาสนา
ศิลปวัฒนธรรมและประเพณี กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เกี่ยวกับศาสนา
ศิลปวัฒนธรรมและประเพณี โดยพิจารณากิจกรรม
ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนยึดมั่นในศาสนา
และปลูกฝังค่านิยมที่ดีเพื่อดำรงรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงาม
ของท้องถิ่นและของชาติ เช่น -
กิจกรรมส่งเสริมการประกอบอาชีพในวันสำคัญทางศาสนา -
กิจกรรมส่งเสริมการศึกษาหลักธรรมคำสอนของศาสนา -
กิจกรรมส่งเสริมวันสำคัญของชาติ เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันพ่อ วันแม่
วันเด็ก วันครอบครัว วันผู้สูงอายุ วันรัฐธรรมนูญ วันสตรีสากล ฯลฯ -
กิจกรรมส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ
เช่น ประเพณีลอยกระทง ประเพณีสงกรานต์ ประเพณีการแต่งกายประจำท้องถิ่น
และประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ ของท้องถิ่น ตลอดจนการละเล่น พื้นเมืองต่างๆ
- ฯลฯ 2. กิจกรรมการพัฒนาชุมชน สังคม
และสิ่งแวดล้อม กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต ที่เกี่ยวกับการพัฒนาชุมชน
สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยพิจารณา เลือกทำกิจกรรมที่มุ่งเน้นการพัฒนา
การบำเพ็ญประโยชน์เพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม
ทำให้ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมดีขึ้นอย่างยั่งยืน เช่น -
กิจกรรมขุดลอกคูคลอง ทางระบายน้ำในหมู่บ้าน -
กิจกรรมกำจัดขยะมูลฝอยในที่สาธารณะ - กิจกรรมรักษาความสะอาด ถนน
ทางเดินในหมู่บ้าน - กิจกรรมปลูกต้นไม้ ดูแลรักษาสาธารณสมบัติ -
กิจกรรมสร้างทางเท้า ทางเดินหมู่บ้าน -
กิจกรรมสร้างศาลาอเนกประสงค์ - กิจกรรมสร้างส้วมสาธารณะ -
กิจกรรมต่อต้านยาเสพติด อาสาสมัครป้องกันยาเสพติด -
กิจกรรมอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อม - กิจกรรมเวทีชาวบ้าน -
กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย -
กิจกรรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น - ฯลฯ 3.
กิจกรรมสนับสนุนงานการศึกษานอกโรงเรียน กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต
เกี่ยวกับการสนับสนุนงาน การศึกษานอกโรงเรียน โดยพิจารณาเลือกทำ
กิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เห็นความสำคัญ เกิดความรัก เกิดความผูกพัน
และเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษานอกโรงเรียน
ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นการสนับสนุน
แต่ต้องลงมือปฏิบัติกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาสนับสนุนงาน
การศึกษานอกโรงเรียนโดยแท้จริง เช่น -
กิจกรรมรณรงค์เพื่อการรู้หนังสือ -
กิจกรรมประชาสัมพันธ์งานการศึกษานอกโรงเรียน -
กิจกรรมวันการศึกษานอกโรงเรียน -
กิจกรรมวันที่ระลึกการรู้หนังสือ -
กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน
ศูนย์การเรียนชุมชน ศูนย์บริการสื่อ ห้องสมุดประชาชน
แหล่งความรู้หมู่บ้าน หอกระจายข่าว ศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ฯลฯ - กิจกรรมสนับสนุนและพัฒนาการงานการศึกษานอกโรงเรียน
เพื่อพัฒนาอาชีพ -
กิจกรรมส่งเสริมสนับสนุนงานตามนโยบายรัฐบาลที่สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน
ขอความร่วมมือ - ฯลฯ ขั้นตอนการทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต 1.
ผู้เรียนยื่นคำร้องแสดงความจำนงขอทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต 2.
แนบโครงการที่เขียนแล้ว พร้อมแบบคำร้อง แสดงความจำนง
ขอทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต
เพื่อขออนุมัติโครงการต่อสถานศึกษา โครงการประกอบด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้ 2.1
ชื่อโครงการ 2.2 หลักการและเหตุผล - บอกเหตุผลและความจำเป็น
หรือความสำคัญของโครงการ 2.3 วัตถุประสงค์ -
ระบุว่าโครงการนี้ทำเพื่ออะไร เกิดประโยชน์อย่างไร 2.4
ขั้นตอนการดำเนินงาน - บอกวิธีการทำงานว่าขั้นตอนอย่างไร
ตั้งแต่เริ่มทำโครงการจนสิ้นสุดโครงการ 2.5 สถานที่ดำเนินงาน -
ระบุสถานที่ที่จะดำเนินงาน 2.6 ระยะเวลา - ระบุว่า
โครงการที่จะปฏิบัตินั้นเริ่มและสิ้นสุดวันใด 2.7 งบประมาณ -
ตั้งงบประมาณหรือองค์ประกอบที่จะทำให้โครงการบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์
และเป้าหมาย เช่น วัสดุ แรงงาน 2.8 ผู้รับผิดชอบโครงการ -
ระบุผู้รับผิดชอบโครงการว่ามีใครบ้าง กี่คน 2.9
ผลที่คาดว่าจะได้รับ - ระบุว่าจากการทำโครงการนั้น
คาดว่าจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง 3.
เมื่อสถานศึกษาอนุมัติโครงการแล้ว
ให้ผู้เรียนนำโครงการดังกล่าวมาดำเนินงานโดยอยู่ในการ กำกับดูแลของครู
และคณะกรรมการ 4. เมื่อดำเนินงานเสร็จสิ้นแล้ว
ก็ให้จัดทำรายงานการดำเนินงานต่อสถานศึกษา เพื่อให้คณะ
กรรมการพิจารณาและประเมินผลการปฏิบัติงาน
แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้.........
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ดำเนินควบคู่ไปกับกระบวนการจัดการเรียนรู้
เพื่อได้ข้อมูลที่แสดงพัฒนาการความก้าวหน้า
และความสำเร็จในการเรียนของผู้เรียน แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการศึกษานอกโรงเรียน
ตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ประกอบด้วย 1.
การวัดและประเมินผลการเรียนหมวดวิชา 2.
การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3. ประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์
และเขียน 4. การประเมินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) 1.
การวัดผลและประเมินผลการเรียนหมวดวิชา การวัดและประเมินผลการเรียนหมวดวิชา
เป็นการวัดและประเมินผลการเรียนในหมวดวิชาต่างๆ ในกลุ่มหมวดวิชา
พื้นฐานและกลุ่มหมวดวิชาประสบการณ์
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการศึกษานอกโรงเรียน
เพื่อทราบความก้าวหน้าของผู้เรียน ทั้งด้านความรู้ทักษะกระบวนการ
คุณธรรม จริยธรรม อันเป็นผลมาจากการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนั้น
การวัดและประเมินผล จึงต้องใช้วิธีการที่หลากหลาย
เน้นการปฏิบัติจริงให้สอดคล้องกับ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
โดยแบ่งเป็นการประเมินผลก่อนเรียน การประเมินผลระหว่างเรียน
และการประเมินผล
ปลายภาคเรียน การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้หมวดวิชา
พิจารณาจากกิจกรรมการเรียนรู้ต่อเนื่อง
โดยพิจารณาจากผลงาน/ชิ้นงานจากการทำงานกลุ่ม
ที่ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง การนำเสนอผลงาน/ชิ้นงาน
และการร่วมอภิปราย การทดสอบย่อย (Quiz)
โครงงานและการทดสอบปลายภาคเรียน 1.1 กิจกรรมการเรียนรู้ต่อเนื่อง
โดยพิจารณาจากผลงาน / ชิ้นงานที่ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
การนำเสนอผลงาน / ชิ้นงาน และการร่วมอภิปราย 1.1.1 ผลงาน /
ชิ้นงานที่ผู้เรียนไปศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ผู้เรียนที่ได้ไปศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
ในเนื้อหาสาระที่ง่าย ที่ได้ตกลงร่วมกับครูในช่วงวางแผน การเรียนรู้
ผู้เรียนต้องบันทึกผลการศึกษาไว้เป็นหลักฐาน
อาจใช้วิธีบันทึกด้วยการเขียนด้วยลายมือ เพื่อฝึก การเขียน
และการจัดเก็บให้เป็นระบบ ครูตรวจสอบผลการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองของนักศึกษาเป็นระยะ
ๆ ตามที่ได้กำหนด ในแผนการเรียนรู้ โดยพิจารณาในเรื่องของเนื้อหาสาระ
ทักษะกระบวนการการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง คุณธรรม จริยธรรม และอื่น ๆ
รวมทั้งพิจารณา การอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน 1.1.2
การนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าและการร่วมอภิปราย ผู้เรียนจะต้องหมุนเวียนกัน
นำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง หรือกิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย
ในช่วงการพบกลุ่ม และผู้ที่ยังไม่ได้นำเสนอต้องร่วมอภิปราย
ซักถามเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นการฝึก
ทักษะการเสนอความคิดเห็นและฝึกทักษะการพูด ครูสังเกตพฤติกรรมของนักศึกษาในส่วนที่เป็นผู้นำเสนอ
ทั้งด้านเนื้อหา สื่อ บุคลิกภาพ และอื่นๆ
แล้วบันทึกผลสังเกตไว้เป็นหลักฐาน
สำหรับผู้ร่วมอภิปรายให้สังเกตในเรื่องสาระที่ร่วมอภิปราย ข้อมูล
ข้อคิดเห็นที่นำมาอภิปราย
การมีส่วนร่วมและทักษะการพูดในที่ชุมชนและอื่นๆ
โดยบันทึกผลการสังเกตในแบบ สังเกต 1.2 การทดสอบย่อย (Quiz)
ในการพบกลุ่ม หลังจากเสร็จสิ้นการนำเสนอ
ผลการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง และการอภิปรายแล้ว
ให้ครูดำเนินการทดสอบย่อยทุกครั้ง ครั้งละไม่เกิน 20 นาที
โดยทดสอบเกี่ยวกับความคิดรวบยอด ตามมาตรฐาน
และสาระการเรียนรู้ที่ได้จากการพบกลุ่มครั้งที่ผ่านมา
โดยครูศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ/กิ่งอำเภอ
เป็นผู้ดำเนินการจัดทำแบบทดสอบย่อยในลักษณะให้เติมคำตอบสั้น
และให้นักศึกษาเก็บคะแนนไว้เป็น หลักฐานด้วย 1.3
โครงงาน ครูกับผู้เรียนวางแผนการประเมินโครงงานร่วมกัน
ในช่วงการวางแผนการจัดการเรียนรู้ ว่าจะประเมินอะไรบ้าง ให้คะแนนเท่าไร
และประเมินช่วงเวลาใด ทั้งนี้การประเมินโครงงานโดยทั่วไปจะประเมิน 3
ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เอกสารโครงงาน ส่วนที่ 2
กระบวนการทำงาน ส่วนที่ 3 ผลงานและรายงาน ส่วนที่ 1
เอกสารโครงงาน ให้ตรวจสอบว่า เอกสารโครงงานที่เขียนมีหัวข้อสำคัญ ๆ ของ
โครงงานครบถ้วนหรือไม่ การเขียนโครงงานสมเหตุสมผล มีความชัดเจน
และมีความเป็นไปได้เพียงใด ส่วนที่ 2 กระบวนการทำงาน
ให้ผู้เรียนรายงานผลการดำเนินงานเป็นระยะ ๆ เช่น ทุก 2 สัปดาห์
โดยให้ผู้เรียนประเมินด้วยตนเองว่า
การดำเนินโครงงานก้าวหน้าเป็นไปตามแผนหรือไม่ หรือมี ปัญหาอุปสรรคใด
และได้แก้ปัญหานั้นอย่างไร
โดยผู้เรียนแต่ละคนในกลุ่มบันทึกสรุปผลการประเมินไว้ด้วย ส่วนที่ 3
ผลงาน/รายงาน เมื่อทำโครงงานเสร็จสิ้นได้ชิ้นงานแล้ว
ให้ผู้เรียนช่วยกันเขียน รายงานโครงงานที่ทำตามแบบฟอร์ม
การเขียนรายงานว่าทำอะไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร ทำที่ไหน เมื่อไร
ผลเป็นอย่างไร พร้อมทั้งเขียนสะท้อนความคิดเห็นต่อการทำโครงงาน
โดยครูประเมินทั้งส่วนที่เป็นชิ้นงาน
และรายงาน ทั้งนี้การประเมินโครงงานทั้ง 3 ส่วน
ให้น้ำหนักคะแนนของส่วนที่ 2 การประเมินกระบวนการทำงาน และส่วนที่ 3
การประเมินผลงาน/รายงาน มากกว่าส่วนที่ 1 เอกสารโครงงาน เช่น
ถ้าโครงงานคะแนนเต็ม 30 ส่วน อาจให้คะแนน ส่วนที่ 1 : ส่วนที่ 2 :
ส่วนที่ 3 : เป็น 5 : 15 : 10 เป็นต้น 1.4
การประเมินผลปลายภาคเรียน การประเมินผลปลายภาคเรียนเป็นการประเมินสรุปผลการเรียนรู้
ตามสาระและมาตรฐานการ เรียนรู้ของแต่ละหมวดวิชา
โดยให้ประเมินทั้งด้านความรู้ ทักษะ และกระบวนการด้วยแบบทดสอบทั้ง
อัตนัย และปรนัย ในส่วนที่เท่ากัน หากผู้เรียนสอบไม่ผ่านหมวดวิชาใด
สามารถสอบแก้ตัวในหมวดวิชานั้นได้ให้แล้วเสร็จก่อนปิดลงทะเบียนเรียน
สอบแก้ตัวตามที่สถานศึกษากำหนด
และผลการสอบแก้ตัวให้ค่าระดับผลการเรียนเป็น 1 เท่านั้น
หากสอบแก้ตัวไม่ผ่านให้ลงทะเบียนเรียนซ้ำ
|
รายการประเมิน |
คะแนนร้อยละ |
|
1. กิจกรรมการเรียนรู้ต่อเนื่อง ( ผลงาน /
ชิ้นงานที่ผู้เรียน
ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง)
การนำเสนอและการร่วม
อภิปราย 2. การทดสอบย่อย (Quiz) 3.
โครงงาน 4. การประเมินผลปลายภาคเรียน
(Final Test) |
30
10 20 40 |
|
รวม |
100 |
หมายเหตุ 1.
คะแนนปลายภาคเรียนต้องได้ไม่น้อยกว่า 20 คะแนน
และเมื่อนำไปรวมกับคะแนน
ในข้อ 1-3 แล้ว ต้องไม่ต่ำกว่า 50 คะแนน
จึงจะผ่านการประเมินผล 2.
หมวดวิชาที่สอบผ่านสะสมได้ไม่เกิน 5 ปี
2. การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์
การประเมินคุณลักษณ์อันพึงประสงค์
เป็นเงื่อนไขที่ผู้เรียนทุกคนจะต้องได้รับการประเมิน
ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด จึงจะได้รับการพิจารณาให้จบหลักสูตร
โดยประเมินจากการที่ผู้เรียน
เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทุกกลุ่ม
การเข้าร่วมกิจกรรม กพช. รวมทั้งกิจกรรมในลักษณะอื่นๆ
เพื่อสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ตามที่หลักสูตรและสถานศึกษากำหนดใช้วิธีการประเมินหลากหลาย เช่น
การสังเกต การบันทึก การรายงานพฤติกรรม จากผู้เกี่ยวข้อง การดูผลงาน
การบันทึกความดี การรายงานตนเอง ของผู้เรียน
แล้วทำการประเมินนักศึกษาเป็นรายบุคคล
3. การประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์
และเขียน
การประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน
เป็นเงื่อนไขที่ผู้เรียนทุกคนจะต้องได้รับการประเมิน
ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด จึงจะได้รับการพิจารณาให้จบหลักสูตร
โดยประเมินจากการที่ผู้เรียนเข้าร่วม
กิจกรรมการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทุกกลุ่ม
และการเข้าร่วมกิจกรรมในลักษณะอื่นๆ เพื่อฝึกทักษะการอ่าน คิด
วิเคราะห์ และเขียน ใช้วิธีการประเมินหลากหลาย เช่น
ประเมินจากการจัดการเรียนการสอนรายหมวดวิชา
มอบหมายให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า ทำรายงาน นำเสนอผลการค้นคว้า การคิด
วิเคราะห์และวิธีอื่นๆ ที่เห็นว่า เหมาะสม
4. การประเมินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต
(กพช.)
การประเมินกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต(กพช.)
เป็นเงื่อนไขที่ผู้เรียนทุกคนจะต้องได้รับการประเมิน กิจกรรมพัฒนาตนเอง
และครอบครัว กิจกรรมพัฒนาชุมชนและสังคมตามเกณฑ์ที่กำหนด
5.
เกณฑ์การจบหลักสูตรทุกระดับ
การพิจารณาตัดสินใจให้ผู้เรียนจบหลักสูตรแต่ละระดับการศึกษานั้น
ผู้เรียนต้องมีคุณสมบัติครบ ตามเกณฑ์การจบหลักสูตร ดังนี้
คือผ่านเกณฑ์การประเมินครบทุกกลุ่มหมวดวิชาตามโครงสร้างของหลักสูตร
ผ่านกระบวนการ ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ผ่านเกณฑ์การประเมิน
การอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน และผ่านเกณฑ์การประเมิน กิจกรรม กพช.
5.1
สอบผ่านกลุ่มหมวดวิชาพื้นฐาน 4 หมวดวิชา
และสอบผ่านกลุ่มหมวดวิชาประสบการณ์ 4 หมวดวิชา การให้ผลการเรียนเป็น 8
ระดับ คือ 0, 1, 1.5, 2, 2.5, 3, 3.5, 4 ได้เกรด 0 ถือว่าไม่ผ่าน
ในหมวดวิชานั้น 5.2
การผ่านกระบวนการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์
สถานศึกษาจัดให้มีกระบวนการ ประเมิน คุณลักษณะอันพึงประสงค์
โดยสถานศึกษากำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่สถานศึกษาต้องการ เป็นพิเศษ
ประมาณ 3-5 เรื่อง
ทั้งนี้ครูและผู้เกี่ยวข้องร่วมประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้ชัดเจน
แยกจากการประเมิน ผลกลุ่มหมวดวิชา ผลการประเมินให้เป็น ดีมาก ดี
พอใช้ การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์
อาจดำเนินการได้หลายรูปแบบ เช่น
รูปแบบที่ 1 สังเกตคุณลักษณะอันพึงประสงค์
จากการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ การพบกลุ่ม การทำโครงงาน กิจกรรม กพช.
และอื่น ๆ แล้วบันทึกผลการสังเกต
รูปแบบที่ 2 การกำหนดหัวข้อหรือประเด็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์
แล้วให้ผู้เรียนบันทึก ด้วยตนเอง
โดยครูตรวจสอบทางอ้อมหรือสอบถามผู้เรียนโดยตรง แล้วบันทึกผลการประเมิน
5.3
การผ่านเกณฑ์การประเมิน การอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน สถานศึกษากำหนด
มาตรฐาน การอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ของแต่ละระดับการศึกษา
แล้วครูและผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมกันประเมิน ผลการประเมินให้เป็น ดีมาก
ดี และพอใช้ หากมีผลการประเมินไม่ผ่านเกณฑ์
ต้องให้ผู้เรียนดำเนินการปรับปรุง แก้ไขให้เรียบร้อย การประเมินการอ่าน
คิด วิเคราะห์ และเขียน มีหลายรูปแบบดังนี้
รูปแบบที่ 1
ประเมินการบันทึกสิ่งที่มอบให้ผู้เรียนไปศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
แล้วบันทึก ผลการประเมินในแบบบันทึก หรือเขียนบันทึกโดยอิสระ
รูปแบบที่ 2 ประเมินจากเอกสารโครงงาน
และรายงานผลโครงการที่ผู้เรียนเขียน แล้วบันทึก
ผลการประเมินในแบบบันทึก หรือเขียนบันทึกโดยอิสระ
รูปแบบที่ 3 ประเมินจากการบันทึกการไปศึกษาดูงานนอกสถานศึกษา
แล้วบันทึกผล การประเมินในแบบบันทึก หรือเขียนบันทึกโดยอิสระ
5.4
การผ่านเกณฑ์การประเมินกิจกรรม กพช.
สถานศึกษาโดยครูและผู้เรียนร่วมกันกำหนด เกณฑ์การประเมิน
โดยพิจารณาจากกิจกรรม/โครงงานที่นำเสนอ
การดำเนินการตามเกณฑ์การปฏิบัติกิจกรรม กพช. เช่น จำนวนเวลาที่ใช้
และผลการดำเนินการทั้งผลงาน/ชิ้นงานที่ทำทักษะกระบวนการ และคุณธรรม
จริยธรรม ในการทำงานเป็นกลุ่ม ผลการประเมินครบ 100 ชั่วโมง ให้เป็น
ผ่าน
6.
การประเมินคุณภาพการศึกษานอกโรงเรียนระดับชาติ
ในการประเมินผลการเรียน
นอกจากจะต้องมีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ดังได้กล่าวมาข้างต้น แล้ว
ผู้เรียนต้องเข้ารับการประเมินคุณภาพการศึกษานอกโรงเรียนระดับชาติ
ในหมวดวิชาที่สำคัญก่อนจบการ ศึกษาแต่ละระดับด้วย
เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการพิจารณาส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษามีคุณภาพ
ที่ใกล้เคียงกันต่อไป การประเมินคุณภาพการศึกษานอกโรงเรียนระดับชาติ
ไม่มีผลต่อการ ได้ ตก ของนักศึกษา แต่มีผลต่อคุณภาพของสถานศึกษา
การเทียบโอนผลการเรียน .......
การเทียบโอนผลการเรียน
ผู้เรียนสามารถเทียบโอนผลการเรียนได้ 3 ประเภท ดังนี้
1.
การเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบ
เข้าสู่หลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มี 3 ชนิด ดังนี้
1.1
ผู้เรียนที่ศึกษาต่อในระบบโรงเรียนหรือ วิทยาลัย
แล้วลาออกกลางคัน สามารถนำ ผลการเรียนที่ได้จากในระบบโรงเรียน
หรือวิทยาลัยมาเทียบโอน
ตั้งแต่ภาคเรียนแรกของการลงทะเบียนเรียน 1.2
ผู้เรียนที่ศึกษาจากหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนแล้วลาออกกลางคัน
สามารถนำผล การเรียนที่ได้จากสถานศึกษาเดิม
มาเทียบโอนตั้งแต่ภาคเรียนแรกของการลงทะเบียนเรียน 1.3
ผู้ที่เรียนหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น
หรือหลักสูตรฝึกอบรมที่มีเนื้อหาสาระอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
หรือใกล้เคียงกัน
รวมกันให้ได้จำนวนชั่วโมงครบตามเกณฑ์แต่ละระดับการศึกษาที่ขอเทียบโอน
ดังนี้
ระดับประถมศึกษา นับรวมไม่น้อยกว่า 280
ชั่วโมง
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น นับรวมได้ไม่น้อยกว่า 320
ชั่วโมง
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย นับรวมได้ไม่น้อยกว่า 480 ชั่วโมง
สามารถเทียบโอนได้ในหมวดวิชาพัฒนาสังคมและชุมชน พัฒนาทักษะชีวิต 1
พัฒนาทักษะชีวิต 2 พัฒนาอาชีพ จำนวน 1 หมวดวิชา
วิธีการ
ให้นำหลักฐานการศึกษามาขอเทียบโอนผลการเรียนที่ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ/
กิ่งอำเภอ ทุกแห่งในจังหวัดสมุทรปราการ ที่ผู้เรียนสมัครเป็นนักศึกษา
2.
การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักสูตรต่างประเทศ
การเทียบโอนผลการเรียนจากหลักสูตรต่างประเทศ
เป็นการนำผลการเรียนจากหลักสูตร ต่างประเทศ
ที่ศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศมาเทียบโอนเข้าสู่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช
2544 ตั้งแต่ภาคเรียนแรก ของการลงทะเบียนเรียน
วิธีการ
ให้นำหลักฐานการศึกษามาขอเทียบโอนผลการเรียนที่ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน
อำเภอ/กิ่งอำเภอ ที่สมัครเป็นนักศึกษา
3.
การเทียบโอนความรู้
และประสบการณ์กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
การเทียบโอนความรู้และประสบการณ์กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
เป็นการนำประสบการณ์ การประกอบอาชีพ ตามลักษณะของกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
เข้าสู่หลักสูตรการศึกษาพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ซึ่งแบ่งได้ 6 ประเภท
ดังนี้
|
ประเภท |
คุณสมบัติที่ขอเทียบโอน |
หลักฐานที่เทียบโอน |
|
1. ทหารกองประจำการ |
เป็นหรือเคยเป็นทหารกองประจำการ ตลอดระยะเวลา 2 ปี
หรือครบตาม พระราชบัญญัติการรับราชการทหาร กำหนด |
หนังสือรับรองการปลดประจำการจาก ผู้บังคับกองร้อยอิสระ
หรือผู้บังคับการ เรือชั้น 3 ขึ้นไป หรือสมุดประจำตัวทหาร
กองหนุน ( กรณีปลดประจำการแล้ว) |
|
2. อาสาสมัครสาธารณสุข |
เป็นหรือเคยเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข |
บัตรประจำตัวอาสาสมัครสาธารณสุข
หรือหนังสือรับรองจากประธานชมรม
อาสาสมัครสาธารณสุขจังหวัด/อำเภอ/ตำบล
เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยใกล้บ้าน (
กรณีเคยเป็นแต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นแล้ว) |
|
3. ผู้นำท้องถิ่นและ สมาชิกสภาท้องถิ่น |
เป็นหรือเคยเป็นผู้นำท้องถิ่นหรือสมาชิก สภาท้องถิ่น |
หนังสือรับรองการเป็นหรือเคยเป็น
ผู้นำท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น |
|
4. แรงงานไทยที่ผ่านการ ทดสอบมาตรฐานฝีมือ แรงงานแห่งชาติ
|
ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน แห่งชาติด้านช่างอุตสาหกรรม
|
วุฒิบัตรแสดงผลการทดสอบมาตรฐาน
ฝีมือแรงงานแห่งชาติ หนังสือรับรองจากนายจ้าง (ถ้ามี)
|
|
5. การเทียบโอนผลการ เรียนรู้จากการศึกษา เพื่อพัฒนา |
ผู้ขอเทียบโอนผลการเรียนจะต้องผ่าน กิจกรรมการศึกษา
เพื่อพัฒนาอาชีพ ตามวิธีการที่สำนักบริหารงาน การศึกษานอกโรงเรียนกำหนด
|
วุฒิบัตรหรือใบสำคัญหรือใบรับรอง การ
ผ่านกิจกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนา
อาชีพ เอกสารหลักฐานหรือภาพถ่ายที่แสดง
กระบวนการหรือผลงานการพัฒนาอาชีพ |
|
6. การเทียบโนผลการเรียน |
ผู้ขอเทียบโอนผลการเรียนรู้จะต้องผ่านกิจกรรม
วิสาหกิจชุมชนตามวิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้ของสำนักบริหารงาน การศึกษานอกโรงเรียน
ผู้ขอเทียบโอนผลการเรียนต้องเป็นสมาชิก
และมีหน้าที่รับผิดชอบกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน (
แห่งใดแห่งหนึ่ง) มาไม่น้อยกว่า 1 ปี และดำเนินการต่อเนื่อง
มาถึงวันขอเทียบโอน |
มีหลักฐานรับรองการเป็นสมาชิก
วิสาหกิจชุมชน มีหลักฐานแสดงการผ่านการฝึกอบรม
ฝึกปฏิบัติในหลักสูตรทักษะที่เกี่ยวข้อง
กับการดำเนินงานงานวิสาหกิจชุมชน เอกสารหลักฐานหรือภาพถ่ายที่แสดง
กระบวนการหรือผลงานของตนเองใน
กิจกรรมวิสาหกิจชุมชนอย่างหนึ่งอย่างใด |
การย้ายสถานที่พบกลุ่ม และย้ายสถานศึกษา
.........
1.
การย้ายสถานที่พบกลุ่ม -
ให้ผู้เรียนยื่นคำร้องขอย้ายสถานที่พบกลุ่มต่อ
ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ/กิ่งอำเภอ
ที่ตนสมัครเป็นนักศึกษาอยู่ -
เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะไปพบกลุ่ม ณ
สถานที่พบกลุ่มใหม่ได้ 2.
การย้ายสถานศึกษา -
ให้ผู้เรียนยื่นคำร้องขอย้ายสถานศึกษา
พร้อมแนบหลักฐานดังนี้ 1.
รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน
สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวไม่มีลวดลาย และอักษรปักใด ๆ หรือเครื่องแบบชุดสากล
พร้อมเขียน ชื่อ-นามสกุล หลังรูป ( ไม่ใช้รูปถ่ายแบบด่วนหรือรูป
โพลาลอยด์ ) 2.
ใบประกาศนียบัตร หรือใบ รบ. ที่เป็นวุฒิก่อนเข้าเรียน ถ่ายสำเนา 1 ฉบับ
พร้อมนำฉบับจริง
มาแสดงด้วย 3.
สำเนาทะเบียนบ้านจำนวน 1
ฉบับ 4.
บัตรประจำตัวนักศึกษา 5.
ใบสำคัญเปลี่ยนชื่อและนามสกุล (ถ้ามี) ถ่ายสำเนา 1 ฉบับ
พร้อมฉบับจริงมาแสดงด้วย -
ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ/กิ่งอำเภอ
ออกใบระเบียนแสดงผลการเรียน ให้นักศึกษา
เพื่อนำไปแสดงต่อสถานศึกษาใหม่ที่จะไปเรียน
กำหนดวัน เปิด/ปิด
ภาคเรียนและเวลาเรียน
.......
ในปีการศึกษาหนึ่ง แบ่งการเรียนออกเป็น 2 ภาคเรียน
ดังนี้
ภาคเรียนที่ 1
วันเปิดภาคเรียน วันที่ 16
พฤษภาคม
วันปิดภาคเรียน วันที่ 10
ตุลาคม
ภาคเรียนที่ 2
วันเปิดภาคเรียน วันที่ 1
พฤศจิกายน
วันปิดภาคเรียน วันที่ 1
เมษายน
หนึ่งภาคเรียนจะมี
20 สัปดาห์ นักศึกษาจะต้องมีเวลาพบกลุ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ 75
ของจำนวนครั้งที่จัดให้มีการพบกลุ่มจึงจะมีสิทธิ์เข้าสอบปลายภาค
ระยะเวลาเรียนต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า 4 ภาคเรียน
ยกเว้นกรณีที่มีการเทียบโอนผลการเรียน
การยื่นคำร้องขอจบการศึกษา......
เมื่อผู้เรียนสอบผ่านเกณฑ์ได้ครบหมวดวิชาตามหลักสูตรแล้ว
จะต้องยื่นคำร้องขอจบการศึกษา
และขอรับใบประกาศนียบัตรที่ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ/กิ่งอำเภอ
โดยนำหลักฐานต่อไปนี้
มาประกอบ 1.
รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน
สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวไม่มีลวดลาย และอักษรปักใด ๆ หรือเครื่องแบบชุดสากล
พร้อมเขียน ชื่อ-นามสกุล
หลังรูป(ไม่ใช้รูปถ่ายด่วนหรือโพลาลอยด์) 2.
ใบประกาศนียบัตร หรือใบ รบ. ที่เป็นวุฒิก่อนเข้าเรียน ถ่ายสำเนา
1 ฉบับ พร้อมนำฉบับจริง
มาแสดงด้วย 3.
สำเนาทะเบียนบ้าน จำนวน 1
ฉบับ 4.
บัตรประจำตัวนักศึกษา 5.
ใบสำคัญเปลี่ยนชื่อและนามสกุล (ถ้ามี) ถ่ายสำเนา 1 ฉบับ
พร้อมฉบับจริงมาแสดงด้วย
ศักดิ์
สิทธิ์ และการนำไปใช้ ........
หลักฐานการเรียนหรือประกาศนียบัตรที่นักศึกษาได้รับจากการเรียน
ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
หลักเกณฑ์และวิธีการการจัดการศึกษานอกโรงเรียนนี้
จะมีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากับการเรียน
ในระบบโรงเรียนตามปกติทุกประการ
ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปใช้เพื่อเป็นพื้นฐานปรับปรุงคุณภาพชีวิตของตนเองให้ดียิ่งขึ้นหรือ
ผู้ประสงค์จะเรียนต่อไประดับที่สูงขึ้น
ก็สามารถนำหลักฐานการเรียนและใบประกาศนียบัตรไปใช้ศึกษาต่อ
ในสถาบันต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกัน
คุณสมบัติของผู้สมัครเรียน
........
จบการศึกษาภาคบังคับ (
เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3) หรือหากไม่จบการศึกษาภาคบังคับ
ต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไป (1)
มีสัญชาติไทย
หรือมีคุณสมบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐาน วัน เดือน
ปีเกิด ในการรับนักเรียนนักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.
2535 (2)
มีพื้นความรู้ในแต่ละระดับ
ดังนี้
ก. ระดับประถมศึกษา
ไม่จำกัดพื้นความรู้ สำหรับพระภิกษุสามเณรจะต้องสอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรีมาก่อน
ข. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
สอบได้วุฒิหรือระดับชั้นอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ มัธยมปีที่ 3 ( ม.3
เดิม) หรือประถมศึกษาปีที่ 7 ( ป.7) หรือประถมศึกษาปีที่ 6 ( ป.6)
หรือการศึกษาผู้ใหญ่ ระดับที่ 3
หรือการศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จระดับที่ 3
หรือหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนระดับประถมศึกษา
หรือนาฎศิลป์ชั้นต้นปีที่ 3 หรือวุฒิอื่นที่กระทรวงศึกษาธิการ
ประกาศให้เทียบเท่าประถมศึกษาปีที่ 6 ตามหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช
2521 หรือนักธรรมชั้นเอกหรือธรรมศึกษาเอก หรือใบรับรองวุฒิ
การสอบเทียบความรู้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
เพื่อสิทธิบางอย่างหรือใบรับรองวุฒิการสอบเทียบความรู้ชั้นประถมปี ที่
7 เพื่อสิทธิบางอย่าง
หรือเป็นผู้ที่เคยศึกษาหลักสูตรต่างประเทศระดับชั้น (เกรด)
การศึกษาปีที่ 7 หรือสอบ ได้ระดับชั้น (เกรด) การศึกษาอย่างน้อยปีที่ 7
หรือผู้สอบตก ป.7 ปีการศึกษา 2520 ถือว่าได้
ป.6 สำหรับพระภิกษุสามเณรจะต้องมีคุณวุฒิอย่างใดอย่างหนึ่งข้างต้น
และต้องสอบไล่ได้
นักธรรมชั้นโทมาก่อน
ค. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
สอบได้วุฒิหรือระดับชั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อไปนี้ สอบได้มัธยมปีที่ 6
( ม.6 เดิม) หรือประโยคมัธยมศึกษาปีที่ 3 ( ม.ศ.3) หรือมัธยมศึกษาปีที่
3 ( ม.3) หรือการศึกษา ผู้ใหญ่ระดับที่ 4
หรือการศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จระดับที่ 4
หรือหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนระดับมัธยม ศึกษาตอนต้น หรือเปรียญธรรม
3 ประโยค
หรือวุฒิอื่นที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศเทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนต้น
ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521
หรือใบรับรองวุฒิการสอบเทียบความรู้ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6
เพื่อสิทธิบางอย่าง หรือเป็นผู้ที่เคยศึกษาหลักสูตรต่างประเทศระดับชั้น
(เกรด) การศึกษาปีที่ 10 หรือสอบได้ระดับขั้น (เกรด)
การศึกษาอย่างน้อยปีที่ 10 หรือผู้สอบตก ม.ศ.3 ปีการศึกษา 2523
ถือว่าได้ ม.3
สำหรับพระภิกษุสามเณรที่จะสมัครเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทุกวิธีเรียน
ให้เป็นไปตาม มติมหาเถรสมาคม
หลักฐานการสมัคร .......
ผู้สมัครต้องเตรียมหลักฐานการสมัครให้ถูกต้องครบถ้วน ดังนี้
1)
ใบสมัครเป็นนักศึกษา 2)
รูปถ่าย 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป หน้าตรงไม่สวมแว่นตาดำ และไม่สวมหมวก
สวมเสื้อสีขาว มีปก หรือชุดสุภาพ( ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน
และไม่ใช้รูปถ่ายประเภทโพลาลอยด์ เพื่อใช้ติดใบสมัคร 1 รูป
ติดบัตรประจำตัว 1 รูป) 3)
สำเนาทะเบียนบ้านตนเองที่มีชื่อบิดา มารดา
พร้อมฉบับจริงไปแสดง 4)
สำเนาหนังสือสำคัญแสดงวุฒิ
พร้อมฉบับจริงไปแสดง 5)
สำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องพร้อมฉบับจริงไปแสดง เช่น ใบเปลี่ยนชื่อ
ชื่อสกุล ใบทะเบียนสมรส ใบหย่า ฯลฯ
การปฏิบัติตนของนักศึกษา .......
ผู้เรียนในสถานศึกษา
สังกัดของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอบ้านบึง
1.
ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด 2.
ต้องแต่งกายตามระเบียบข้อบังคับของสถานศึกษา 3.
ต้องปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี 4.
ต้องรักษาไว้ซึ่งความสามัคคีระหว่างกันในหมู่คณะ 5.
ต้องไม่ทำอันตรายหรือทำให้เสียหายชำรุด
หรือบกพร่องซึ่งทรัพย์สินของสถานศึกษาและผู้อื่น 6.
ต้องไม่เล่นการพนันหรือมีอุปกรณ์การพนันไว้ในครอบครอง
และไม่นำพามาในสถานศึกษา 7.
ต้องไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่
และสิ่งเสพติดในห้องเรียนโดยเฉพาะในสถานที่พบกลุ่ม 8.
ต้องไม่ประพฤติตนขัดต่อศีลธรรมอันดีหรือกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของประเทศ 9.
ไม่นำความเสื่อมเสียมาสู่สถานศึกษาที่ตนสังกัดอยู่ 10.
ไม่ทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายต่อผู้อื่น
การพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา ......
นักศึกษาจะพ้นสภาพการเป็นนักศึกษาเมื่อ
1.
สำเร็จการศึกษา 2.
ลาออก 3.
ตาย 4.
ออกตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา 5.
ไม่ลงทะเบียนเพื่อรักษาสภาพเป็นนักศึกษาเป็นเวลา 6
ภาคเรียนติดต่อกัน 6.
ขาดคุณสมบัติการเป็นนักศึกษาสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน
|